
ถ้าเป็นคนโรงสี จะรู้ดีว่า ฤดูผลิตคือช่วงที่ไม่มีคำว่าเผื่อเวลา
ข้าวเข้า เครื่องต้องเดิน ลมต้องมา ไลน์ต้องไม่สะดุด
แต่สิ่งที่โรงสีจำนวนมากเจอซ้ำทุกปีคือ
เครื่องหยุดตอนงานเข้า
อะไหล่พังตอนของกำลังไหล
เสียเงินซ่อมฉุกเฉินแพงกว่าที่คิด
ในฐานะคนที่ดูแลระบบลมให้โรงสีมานาน ขอบอกตรง ๆ ว่า
ปัญหาเหล่านี้ป้องกันได้ ถ้าเปลี่ยนอะไหล่ปั๊มลมให้ถูกจังหวะ
บทความนี้จะพาไปดูแบบชัด ๆ ว่า
อะไหล่ปั๊มลมโรงสีชิ้นไหน “ควรเปลี่ยนก่อนฤดูผลิต”
และถ้าไม่เปลี่ยน จะเสียหายหนักแค่ไหน
ทำไมต้องเปลี่ยนอะไหล่ก่อนฤดูผลิต
โรงสีช่วงปกติ กับช่วงฤดูผลิต ไม่เหมือนกันเลย
ช่วงฤดูผลิต ระบบลมจะเจอ
- การทำงานต่อเนื่อง 20–24 ชั่วโมง
- ฝุ่นแกลบสูงกว่าปกติหลายเท่า
- ความชื้นสะสม
- ความร้อนที่ไม่ค่อยได้พัก
อะไหล่ที่ใกล้หมดอายุอยู่แล้ว
พอมาเจอสภาพนี้ จะพังเร็วแบบก้าวกระโดด
การรอให้พังตอนงานเข้า = เสียหายทั้งระบบ
1. กรองอากาศปั๊มลม – ชิ้นแรกที่ควรเปลี่ยนก่อนงานเข้า
กรองอากาศคือด่านหน้า
และเป็นอะไหล่ที่โรงสีพลาดบ่อยที่สุด
ช่วงฤดูผลิต ฝุ่นแกลบจะหนาแน่นมาก
กรองที่ใช้งานมาสักระยะ แม้ยังไม่ตันสนิท
แต่ประสิทธิภาพจะตกลงอย่างชัดเจน
ผลที่ตามมา
- เครื่องดูดอากาศไม่พอ
- เครื่องร้อนเร็ว
- มอเตอร์ทำงานหนัก
- ค่าไฟพุ่งโดยไม่รู้ตัว
โรงสีที่ไม่เปลี่ยนกรองอากาศก่อนฤดูผลิต
มักเริ่มเจอปัญหาก่อนใคร
คำแนะนำ
ถ้ากรองใกล้รอบ หรือใช้มานานแล้ว
เปลี่ยนก่อนฤดูผลิตเสมอ ไม่ต้องรอให้ตัน
2. กรองดักน้ำมัน (Oil Separator) – เสียเงียบ แต่ค่าเสียหายสูง
Oil Separator เป็นอะไหล่ที่หลายโรงสีมองข้าม
เพราะพอมันเริ่มเสื่อม เครื่องยังเดินได้
แต่ในฤดูผลิต ที่เครื่องทำงานยาวและร้อน
Oil Separator ที่ใกล้หมดอายุจะเริ่มแสดงอาการ
- แรงดันไม่นิ่ง
- น้ำมันปนลม
- น้ำมันหายเร็วผิดปกติ
ถ้าปล่อยไว้
สุดท้ายต้องหยุดเครื่องล้างระบบทั้งชุด
เสียทั้งเวลา เสียทั้งน้ำมัน เสียทั้งคุณภาพงาน
คำแนะนำ
ถ้า Oil Separator ใกล้ชั่วโมงเปลี่ยน
ควรเปลี่ยนก่อนฤดูผลิตทันที
3. กรองน้ำมันเครื่อง – ตัวเร่งการสึกหรอที่มองไม่เห็น
ในฤดูผลิต น้ำมันจะหมุนเวียนตลอดวัน
กรองน้ำมันที่เสื่อม จะทำให้
- น้ำมันสกปรกเร็ว
- ฝุ่นละเอียดวนกลับเข้าระบบ
- ความร้อนสะสมสูง
ผลที่ตามมา คืออะไหล่ตัวอื่นสึกเร็วขึ้นพร้อมกัน
กรองน้ำมันเป็นของไม่แพง
แต่ถ้าไม่เปลี่ยนก่อนฤดูผลิต
ค่าเสียหายที่ตามมาแพงกว่าหลายเท่า
4. วาล์วควบคุมแรงดัน – พังแล้วเครื่องหยุดทันที
อะไหล่กลุ่มวาล์ว เช่น Inlet Valve, Minimum Pressure Valve
ในโรงสีจะโดนทั้งฝุ่นและความชื้น
ถ้าวาล์วเริ่มเสื่อม
- ปิดไม่สนิท
- ลมรั่วภายใน
- เครื่องสตาร์ทถี่
พอเข้าฤดูผลิต เครื่องจะทำงานหนักขึ้น
และมีโอกาสหยุดแบบไม่เตือน
คำแนะนำ
ถ้ามีอาการแรงดันไม่นิ่ง หรือสตาร์ทถี่
ควรตรวจและเปลี่ยนก่อนฤดูผลิต
5. เซนเซอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้า – จุดเล็กที่ทำให้ทั้งไลน์หยุด
ฝุ่นแกลบ + ความชื้น คือศัตรูของอุปกรณ์ไฟฟ้า
เซนเซอร์ที่เริ่มเสื่อม จะอ่านค่าคลาด
ทำให้ระบบสั่งงานผิด เช่น
- ไม่ตัดโหลด
- เดินเครื่องเกินจำเป็น
- ตัดเครื่องผิดจังหวะ
หลายโรงสีเสียเวลาไล่ปัญหา
ทั้งที่ต้นเหตุคือเซนเซอร์ตัวเดียว
6. น้ำมันปั๊มลม – อย่ารอให้ถึงขีดจำกัด
ฤดูผลิตไม่ใช่เวลาทดลองยืดรอบน้ำมัน
น้ำมันที่เสื่อมจะทำให้
- ความร้อนสูง
- การหล่อลื่นลดลง
- อะไหล่ทุกชิ้นสึกเร็วขึ้น
ถ้าน้ำมันใกล้รอบเปลี่ยน
เปลี่ยนก่อนฤดูผลิตคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
ความผิดพลาดที่โรงสีมักทำก่อนฤดูผลิต
- คิดว่าอะไหล่ยังพอใช้ได้
- รอให้พังแล้วค่อยซ่อม
- ประหยัดผิดจุด
- ไม่สต๊อกอะไหล่สำคัญ
ผลลัพธ์คือ
เสียหายหนักกว่าที่คิด และมักเกิดตอนงานกำลังเข้า
ทำไมการเตรียมอะไหล่ล่วงหน้า ถึงคุ้มกว่าซ่อมฉุกเฉิน
เปลี่ยนอะไหล่ก่อนฤดูผลิต
- คุมงบได้
- วางแผนได้
- เครื่องไม่หยุด
ซ่อมฉุกเฉินช่วงฤดูผลิต
- ค่าแรงแพง
- อะไหล่ขาดตลาด
- เครื่องหยุดยาว
- เสียโอกาสทางธุรกิจ
โรงสีมืออาชีพ จะเลือกป้องกันมากกว่าแก้
ทำไมโรงสีจำนวนมากเลือกเตรียมอะไหล่กับ SSP Compressor Parts
ลูกค้าโรงสีที่เลือก SSP ไม่ได้เลือกเพราะราคาถูกที่สุด
แต่เลือกเพราะ
- เราเข้าใจฤดูผลิตของโรงสีจริง
- เรารู้ว่าอะไหล่พังตรงไหนก่อน
- เราคัดอะไหล่ให้ทนฝุ่น ทนชื้น
- เรารับประกันชั่วโมงใช้งานชัดเจน
อะไหล่ปั๊มลมของ SSP ถูกออกแบบมาเพื่อ ให้รอดฤดูผลิต ไม่ใช่แค่ใส่ได้
สรุปแบบเถ้าแก่โรงสีพูดตรง ๆ
อะไหล่ปั๊มลมโรงสีที่ควรเปลี่ยนก่อนฤดูผลิต ไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง
แต่มันคือ ประกันไม่ให้ไลน์ผลิตหยุดกลางฤดู
รู้ว่าชิ้นไหนเสี่ยง ก็เปลี่ยนก่อน ดีกว่ารอให้พังแล้วเสียหนักทีเดียว

